บริการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

IGB Corporation ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ

พร้อมให้บริการจัดตั้งมูลนิธิแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา จัดเตรียมเอกสาร จัดทำข้อบังคับ ดำเนินการยื่นคำขอ และติดตามผลจนได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การจดทะเบียนมูลนิธิและความหมายตามกฎหมาย

มูลนิธิคืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 กำหนดว่า

“มูลนิธิ” คือ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการกุศลสาธารณะ ศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์อื่น โดยมิได้มุ่งหาประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย

กล่าวโดยสรุป มูลนิธิเป็นองค์กรที่มีทรัพย์สินเป็นฐานสำคัญในการดำเนินงาน โดยนำเงินหรือทรัพย์สินมาจัดสรรเป็นกองทุนเพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และไม่สามารถนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาแบ่งปันให้แก่บุคคลใดได้

องค์กรไม่แสวงหากำไรเลือกได้สองรูปแบบ หากเน้นสมาชิกรวมตัวทำกิจกรรมต่อเนื่อง การจดทะเบียนสมาคมอาจตอบโจทย์กว่ามูลนิธิ ปรึกษาทีม IGB ได้ทั้งสองแบบ พร้อมบริการรับจดทะเบียนธุรกิจและองค์กรทุกประเภท

การจัดตั้งมูลนิธิเป็นการสร้างองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ การกุศล การศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ หรือกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบที่กฎหมายรับรองอย่างเป็นทางการ ช่วยให้การดำเนินงานมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ?

การดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสาธารณประโยชน์ในนามบุคคลทั่วไป อาจมีข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ การรับบริจาค และการบริหารจัดการทรัพย์สิน

การจดทะเบียนมูลนิธิจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้

1. มีสถานะนิติบุคคลตามกฎหมาย

มูลนิธิที่จดทะเบียนแล้วจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล สามารถถือครองทรัพย์สิน ทำสัญญา เปิดบัญชีธนาคาร หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในนามมูลนิธิได้

ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริจาค ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนทั่วไป

สามารถกำหนดระเบียบการใช้เงิน การบริหารกองทุน และการกำกับดูแลทรัพย์สินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

หากได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

คุณสมบัติและกองทุนเริ่มแรกในการจัดตั้งมูลนิธิ

กรณีทั่วไป

มูลนิธิต้องมีกองทุนเริ่มแรกไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดย

  • เป็นเงินสดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หรือ
  • มีทรัพย์สินอื่นร่วมด้วย แต่ต้องมีเงินสดไม่น้อยกว่า 250,000 บาท
  • เมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินอย่างอื่นแล้วต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
คุณสมบัติและเงื่อนไขการจดทะเบียนมูลนิธิ

กรณีได้รับการผ่อนผัน

มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ

  • สังคมสงเคราะห์
  • ส่งเสริมการศึกษา
  • ศาสนา
  • การกีฬา
  • สาธารณภัย
  • การป้องกัน ค้นคว้า และบำบัดผู้ป่วยจากยาเสพติด
  • การป้องกัน ค้นคว้า และบำบัดผู้ป่วยจากเอดส์
  • มูลนิธิที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐ

สามารถใช้กองทุนเริ่มแรกไม่น้อยกว่า 200,000 บาท โดย

  • มีเงินสดไม่น้อยกว่า 100,000 บาท
  • รวมมูลค่าทรัพย์สินอย่างอื่นแล้วต้องไม่น้อยกว่า 200,000 บาท

ขั้นตอนการจัดตั้งมูลนิธิ

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการจัดตั้งมูลนิธิ

การจัดตั้งมูลนิธิต้องมีคณะกรรมการที่เป็นบุคคลอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป เพื่อร่วมกันยื่นคำขอจัดตั้ง

สิ่งที่ต้องดำเนินการ

  • จัดประชุมเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ พร้อมจัดทำ รายงานการประชุม
  • กำหนดชื่อมูลนิธิ (ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ)
  • กำหนดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
  • กำหนดที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี)
  • กำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการมูลนิธิ
  • ทรัพย์สินกองทุนเริ่มแรก

ขั้นตอนที่ 2 จัดเตรียมเอกสารจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ

จัดทำข้อบังคับมูลนิธิ คำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ บัญชีรายชื่อกรรมการ หนังสือคำมั่นสัญญามอบทรัพย์สินให้มูลนิธิ แบบคำรับรองกรรมการและเอกสารประกอบต่าง ๆ

ขั้นตอนที่ 3 การยื่นคำขอจดทะเบียนมูลนิธิ

การยื่นคำขอจดทะเบียนต้องยื่นต่อหน่วยงานราชการตามพื้นที่ที่ตั้งมูลนิธิ

  • กรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานเขตพื้นที่
  • ต่างจังหวัด ยื่นที่ที่ว่าการอำเภอ / กิ่งอำเภอ

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ

เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ

  • ความครบถ้วนของเอกสาร
  • ความชอบด้วยกฎหมายของข้อบังคับ
  • ชื่อของมูลนิธิต้องไม่ซ้ำและเป็นไปตามหลักเกณฑ์
  • ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์
  • คุณสมบัติของคณะกรรมการ
  • ทรัพย์สินกองทุนเริ่มแรก

ขั้นตอนที่ 5 เสนอความเห็นต่อนายทะเบียน

หลังจากตรวจสอบแล้ว จะมีการเสนอเรื่องต่อผู้มีอำนาจพิจารณา ดังนี้

กรุงเทพมหานคร

  • เสนอผ่านกองปกครองและทะเบียน สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร
  • ส่งต่อกรมการปกครอง เพื่อเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะนายทะเบียน

ต่างจังหวัด

  • เสนอผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายทะเบียนมูลนิธิ

ขั้นตอนที่ 6 การรับจดทะเบียนมูลนิธิ

เมื่อได้รับอนุมัติ จะมีการออกเอกสารสำคัญดังนี้

  • ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนมูลนิธิ (ม.น.3)
  • ประกาศจัดตั้งมูลนิธิลงในราชกิจจานุเบกษา
  • ส่งใบสำคัญกลับไปยังสำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อแจ้งให้ผู้ยื่นมารับเอกสาร
  • ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน จำนวน 200 บาท

ข้อมูลและเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนมูลนิธิ

1. เอกสารด้านข้อบังคับของมูลนิธิ

ต้องจัดทำ “ข้อบังคับมูลนิธิ” โดยข้อบังคับถือเป็นเอกสารสำคัญที่สุดของมูลนิธิ และต้องสอดคล้องกับกฎหมาย

  • ชื่อและวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
  • เครื่องหมายของมูลนิธิ
  • ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี)
  • ทุน ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
  • คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
  • การดำเนินงาน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมูลนิธิ
  • การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
  • การเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ
  • สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
  • สำเนาทะเบียนบ้านกรรมการ (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
  • รายละเอียดข้อมูลของกรรมการที่ต้องจัดเตรียมมีดังนี้ ชื่อ-นามสกุล, อายุ, อาชีพ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, ตำแหน่งของกรรมการทุกคนในมูลนิธิ
  • แบบ ม.น.1 (คำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ)
  • สำเนารายงานการประชุมจัดตั้งมูลนิธิโดยระบุชื่อมูลนิธิ วัตถุประสงค์ รายชื่อกรรมการ ผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ
  • รายการทรัพย์สิน
  • หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์
  • รายละเอียดชื่อและที่อยู่เจ้าของทรัพย์สิน
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของบุคคลเจ้าของทรัพย์สิน
  • มีการจัดทำหนังสือคำมั่นสัญญาว่าจะมอบทรัพย์สินให้แก่มูลนิธิ โดยผู้รับคำมั่นและผู้ให้คำมั่นต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกัน
  • กรณีเป็นเงินสดต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารว่าผู้ให้มีเงินฝากในบัญชีตามจำนวนที่จะให้กับมูลนิธิ
  • แผนผังโดยสังเขปของสถานที่ตั้งมูลนิธิ (สำนักงานใหญ่และสาขา ถ้ามี)
  • หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ หรือสัญญาเช่า แล้วแต่กรณี
  • รูปถ่ายสถานที่ตั้งมูลนิธิ (ทั้งภายในและภายนอก)
  • สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่ตั้งมูลนิธิ
  • โฉนดที่ดิน (ด้านหน้าและด้านหลัง)
  • คำขอเลขที่บ้าน หรือสัญญาซื้อขายบ้าน
  • สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของสถานที่
  • สำเนาทะเบียนบ้านเจ้าของสถานที่
  • แบบคำรับรองของบุคคลผู้จะเป็นกรรมการมูลนิธิ
  • สำเนาพินัยกรรม ในกรณีที่การขอจดทะเบียนมูลนิธิเกิดขึ้นโดยผลของพินัยกรรม
  • หนังสือมอบอำนาจ

หน้าที่และการบริหารกิจการของมูลนิธิ

การบริหารจัดการมูลนิธิที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับของมูลนิธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการบริหารทรัพย์สิน การจัดทำบัญชี การเสียภาษี และการรายงานต่อหน่วยงานราชการ เพื่อให้มูลนิธิมีความโปร่งใสและสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

1. การโอนทรัพย์สินเข้ามูลนิธิ

ผู้ให้คำมั่นสัญญาต้องดำเนินการโอนทรัพย์สินให้แก่มูลนิธิ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลนิธิจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งต้องรายงานการโอนทรัพย์สินต่อกระทรวงมหาดไทย ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มูลนิธิได้รับแจ้ง

2. การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์

คณะกรรมการมูลนิธิต้องดำเนินงานทุกกิจกรรมให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

3. การเปลี่ยนแปลงกรรมการและข้อบังคับ

  • การแต่งตั้งกรรมการใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ต้องดำเนินการตามข้อบังคับของมูลนิธิ
  • ต้องนำไปจดทะเบียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีมติแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลง
  • การแก้ไขข้อบังคับของมูลนิธิ ต้องนำไปจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการของมูลนิธิได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

4. การเปลี่ยนแปลงสำคัญของมูลนิธิ

การเปลี่ยนแปลงกรรมการ การแต่งตั้งกรรมการใหม่ทั้งชุด หรือการแก้ไขข้อบังคับ ควรมี

  • ระเบียบวาระการประชุมที่ชัดเจน
  • มติที่ถูกต้องตามข้อบังคับ

5. การจัดทำรายงานการประชุม

กรณีที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ การเปลี่ยนแปลงกรรมการมูลนิธิรายงานการประชุมต้องระบุให้ครบถ้วน ได้แก่

  • รายชื่อกรรมการผู้เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมประชุม
  • รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
  • มติที่ประชุมอย่างชัดเจน
  • ลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจตามข้อบังคับ

6. การประชุมคณะกรรมการ

  • ต้องเป็นไปตามองค์ประชุมที่กำหนดในข้อบังคับ
  • ต้องจัดทำรายงานการประชุมอย่างชัดเจน
  • หากมีการมอบหมายผู้แทนและมีสิทธิออกเสียง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจตามข้อบังคับของมูลนิธิโดยเคร่งครัด

7. การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

มูลนิธิต้องยื่นคำขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ล.ป.10) ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

8. ผู้ตรวจสอบบัญชี

มูลนิธิต้องแต่งตั้ง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินประจำปีของมูลนิธิ

9. การยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 55)

ตามประมวลรัษฎากรมูลนิธิต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 และชำระภาษี (ถ้ามี) ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี โดยต้องยื่น ทุกปี แม้ไม่มีรายได้ก็ตาม

10. การรายงานผลการดำเนินงานประจำปี

มูลนิธิต้องจัดทำรายงานและยื่นต่อนายทะเบียนผ่านสำนักงานเขตที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

11. การประชุมสามัญประจำปี

มูลนิธิต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปี เพื่อสรุปผลการดำเนินงานตามข้อบังคับที่กำหนดไว้

12. การเลิกมูลนิธิ

กรณีมีการเลิกมูลนิธิ ต้องยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนผ่านสำนักงานเขตที่ตั้งสำนักงานใหญ่ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีมติเลิกมูลนิธิ

ปัญหาที่พบบ่อยในการจดทะเบียนมูลนิธิ

ปัญหาที่พบบ่อยในการจดทะเบียนมูลนิธิ

  • ชื่อมูลนิธิซ้ำหรือคล้ายกับมูลนิธิที่มีอยู่แล้ว
  • วัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมาย
  • ข้อบังคับไม่ครบถ้วน
  • เอกสารกองทุนเริ่มแรกไม่ถูกต้อง
  • เอกสารสถานที่ตั้งไม่สมบูรณ์
  • กรรมการมีข้อมูลไม่ครบถ้วน

การเตรียมเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยลดระยะเวลาการพิจารณาและลดความเสี่ยงในการถูกเรียกแก้ไขเอกสาร

ทำไมต้องใช้บริการ IGB Corporation

IGB Corporation ให้บริการจัดตั้งมูลนิธิแบบครบวงจร โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและงานจดทะเบียนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

ตรวจสอบคุณสมบัติและกองทุนเริ่มแรก

จัดทำข้อบังคับมูลนิธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จัดเตรียมเอกสารและแบบคำขอทั้งหมด

ประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

ติดตามผลจนได้รับใบสำคัญการจดทะเบียน

ให้คำแนะนำด้านการดำเนินงานภายหลังการจัดตั้ง

หากท่านมีความประสงค์จะจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศล การศึกษา ศาสนา สังคมสงเคราะห์ หรือสาธารณประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ IGB Corporation พร้อมดูแลทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ เพื่อให้มูลนิธิของท่านได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

FAQ เกี่ยวกับการจดทะเบียนมูลนิธิ

มูลนิธิกับสมาคมมีความแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกจัดตั้งรูปแบบใด?

ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง สมาคมเหมาะกับการรวมกลุ่มบุคคลที่มีสมาชิกและต้องการทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนมูลนิธิเหมาะกับการจัดตั้งเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยมีทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เป็นทุนในการดำเนินงานและไม่มีสมาชิก หากต้องการสร้างเครือข่ายหรือรวมกลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน สมาคมมักเหมาะกว่า แต่หากต้องการจัดตั้งองค์กรเพื่อดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์ในระยะยาว มูลนิธิจะเหมาะกว่า

ตามกฎหมาย มูลนิธิต้องมีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน เพื่อร่วมกันยื่นคำขอจัดตั้งและทำหน้าที่บริหารและดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ โดยคณะกรรมการสามารถกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เหรัญญิก เลขานุการ และประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของมูลนิธิ

การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิหรือรายได้อื่นจากการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

ต้อง มูลนิธิเป็นนิติบุคคลที่ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและยื่นแบบภาษีตามกฎหมาย โดยเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการบริจาค หรือได้จากการให้โดยเสน่หา ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนรายได้อื่น เช่น ดอกเบี้ย และเงินปันผล หรือรายได้จากการประกอบกิจการหรือจัดกิจกรรม เช่น ค่าเช่า รายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการ ต้องเสียภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ไม่ได้ทุกมูลนิธิ การบริจาคจะนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ก็ต่อเมื่อมูลนิธินั้นมีสถานะเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ที่มีสิทธิรับบริจาคเพื่อหักลดหย่อนภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่สำนักงานเขตซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิ ส่วนต่างจังหวัดยื่นที่ที่ว่าการอำเภอในพื้นที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ จากนั้นคำขอจะผ่านการตรวจสอบและพิจารณาหลายขั้นตอน โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับกรณีที่ต้องสอบถามข้อมูลหน่วยงานอื่น ความครบถ้วนของเอกสาร การจัดทำข้อบังคับให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน

ได้ โดยหลักมูลนิธิสามารถรับเงินบริจาคจากผู้บริจาคในต่างประเทศได้ เงินบริจาคดังกล่าวควรรับผ่านบัญชีของมูลนิธิและมีหลักฐานการรับเงินที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาและการนำไปใช้ได้ ทั้งนี้ การรับเงินจากต่างประเทศอาจมีข้อกำหนดด้านการโอนเงินและการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม จึงควรตรวจสอบกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนรับเงินจำนวนมาก

ทำได้ในขอบเขตที่เป็นไปเพื่อหารายได้สนับสนุนวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ เช่น การขายสินค้าการกุศลหรือจัดกิจกรรมระดมทุน แต่ห้ามประกอบธุรกิจแสวงหากำไรเป็นหลัก และไม่สามารถนำรายได้หรือผลประโยชน์มาแบ่งปันให้กรรมการหรือบุคคลใดได้ หากดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์เป็นหลักโดยไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือฝ่าฝืนกฎหมาย อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนทะเบียน

หลังจัดตั้งมูลนิธิมีหน้าที่สำคัญที่ต้องดำเนินการ เช่น โอนทรัพย์สินเข้ามูลนิธิ ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือข้อบังคับต่อนายทะเบียนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ในแต่ละปีต้องจัดทำบัญชีและงบการเงิน โดยให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบ จัดประชุมคณะกรรมการและประชุมสามัญประจำปี จัดทำรายงานการประชุมและรายงานผลการดำเนินงานประจำปี รวมถึงยื่นแบบภาษีตามที่กฎหมายกำหนด และหากมีลูกจ้างต้องดำเนินการด้านประกันสังคมและภาษีเงินเดือนให้ถูกต้องด้วย

ได้ ชาวต่างชาติสามารถร่วมก่อตั้งและเป็นกรรมการมูลนิธิได้ โดยต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ ฐานะ และความประพฤติกับสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และสถานทูตของประเทศที่บุคคลนั้นถือสัญชาติ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นายทะเบียนบางพื้นที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมหรือพิจารณาเข้มงวดขึ้นเมื่อมีชาวต่างชาติเข้าร่วมก่อตั้งหรือเป็นกรรมการ จึงควรวางโครงสร้างคณะกรรมการและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่การยื่นคำขอครั้งแรก