บริการขึ้นทะเบียนประกันสังคมสำหรับนายจ้างและลูกจ้าง

ดูแลครบวงจร ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มจ้างงานจนดำเนินการเรียบร้อย

เราให้บริการด้านประกันสังคมตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบเอกสาร จัดเตรียมแบบฟอร์ม ยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง แจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน และการขอ Username และ Password เพื่อใช้งานระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม

การขึ้นทะเบียนประกันสังคม ถือเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้างตามกฎหมายไทย เมื่อกิจการมีการจ้าง “ลูกจ้าง” ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจำเป็นต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง และขึ้นทะเบียนลูกจ้างเข้าสู่ระบบประกันสังคม เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

เหตุผลที่นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม

ทำไมธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม?

ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม และนำส่งเงินสมทบให้กับกองทุนประกันสังคม เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามระบบประกันสังคมของประเทศไทย

การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ไม่เพียงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านค่าปรับ ปัญหาด้านแรงงาน และข้อพิพาททางกฎหมายในอนาคต

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การขึ้นทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตน อยู่ภายใต้กฎหมายสำคัญ ได้แก่

  • พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  • พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537

นายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการขึ้นทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด รวมถึงแจ้งข้อมูลพนักงานเข้า–ออก และนำส่งเงินสมทบประกันสังคมอย่างถูกต้อง

หากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจมีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับเพิ่มเติมจากสำนักงานประกันสังคม

ใครบ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง?

การขึ้นทะเบียนนายจ้างไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทจำกัดเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการทุกประเภทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

รวมถึงกรณีที่เจ้าของกิจการหรือบริษัทเป็นชาวต่างชาติ และมีการจ้างพนักงานในประเทศไทย ก็มีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างเช่นเดียวกัน

ลูกจ้างประเภทใดที่ต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน?

ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนประกันสังคม

1. ขึ้นทะเบียนนายจ้าง

ยื่นขอขึ้นทะเบียนสถานประกอบการกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อขอเลขทะเบียนนายจ้าง

หมายเหตุสำคัญ

ปัจจุบัน เมื่อเจ้าของกิจการได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แล้ว ระบบจะเชื่อมข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมโดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนในการดำเนินการด้านเอกสารได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระบบจะขึ้นทะเบียนนายจ้างให้อัตโนมัติ แต่เมื่อกิจการเริ่มมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างยังคงมีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้ประกันตนและเงินสมทบประกันสังคมตามกฎหมาย

2. ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (ลูกจ้าง)

เมื่อนายจ้างเริ่มจ้างพนักงาน ลูกจ้างทุกคนที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จะต้องถูกขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ประกันตน” กับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วัน นับจากวันที่เริ่มจ้างงาน

หากมีการรับพนักงานใหม่เพิ่มเติมในภายหลัง นายจ้างก็ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ภายใน 30 วันเช่นเดียวกัน

3. นำส่งเงินสมทบประกันสังคม

นายจ้างและลูกจ้างมีหน้าที่ร่วมกันนำส่งเงินสมทบประกันสังคมเป็นรายเดือนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ในแต่ละเดือน นายจ้างจะต้องดำเนินการดังนี้

  • หักเงินสมทบประกันสังคมจากเงินเดือนพนักงาน
  • สมทบเงินในส่วนของนายจ้างเพิ่มเติม
  • นำส่งเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม

โดยต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากนำส่งล่าช้า อาจมีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับตามกฎหมาย

4. แจ้งเข้า–ออกพนักงาน

เมื่อมีพนักงานเข้าใหม่ ลาออก หรือสิ้นสุดการจ้างงาน นายจ้างมีหน้าที่แจ้งสำนักงานประกันสังคมทุกครั้ง

  • กรณีรับพนักงานใหม่ ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน
  • กรณีพนักงานลาออก ต้องแจ้งออกจากระบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงานให้ถูกต้อง

5. ใช้งานระบบ e-Service

หลังจากขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว นายจ้างสามารถใช้งานระบบออนไลน์ของสำนักงานประกันสังคม (e-Service) เพื่อจัดการข้อมูลต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น เช่น

  • แจ้งเข้า–ออกพนักงาน
  • ส่งเงินสมทบประจำเดือน
  • ตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตน
  • จัดการเอกสารออนไลน์

ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้างได้ที่ไหน?

นายจ้างสามารถยื่นเอกสารได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

ในการยื่นครั้งแรก โดยทั่วไปจำเป็นต้องยื่นเอกสารกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อขอ Username และ Password สำหรับใช้งานระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม หลังจากนั้น นายจ้างสามารถดำเนินการส่วนใหญ่ผ่านระบบออนไลน์ได้

เอกสารที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนนายจ้าง

เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นกรณีจดทะเบียนนิติบุคคล

  • แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01)
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมวัตถุประสงค์
  • สำเนา ภ.พ.20 / ภ.พ.01
  • แผนที่ตั้งสถานประกอบการ
  • รูปถ่ายสถานประกอบการ
    • ด้านหน้าและด้านข้าง
    • เห็นป้ายบริษัทและเลขที่ตั้ง
    • ภาพภายในสถานที่ทำงาน
  • หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจ)
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบทะเบียนพาณิชย์ หรือใบอนุญาตประกอบกิจการ
  • เอกสารภาษี เช่น ภ.พ.20 หรือ ร.ง.4
  • แผนที่ตั้งสถานประกอบการ
  • รูปถ่ายสถานประกอบการ
    • ด้านหน้าและด้านข้าง
    • เห็นป้ายบริษัทและเลขที่ตั้ง
    • ภาพภายในสถานที่ทำงาน
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

กรณีเจ้าของกิจการเป็นชาวต่างชาติ ให้ใช้สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแทนบัตรประชาชน

เอกสารขึ้นทะเบียนลูกจ้าง (ผู้ประกันตน)

กรณีลูกจ้างใหม่

  • แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03)
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ข้อมูลวันเริ่มงาน
  • ตำแหน่งงานและเงินเดือน
  • ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport)
  • หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
  • ข้อมูลวันเริ่มงาน
  • ตำแหน่งงานและเงินเดือน

ใช้แบบแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03/1)

สิ่งสำคัญที่นายจ้างควรรู้

แม้ว่าระบบจะเชื่อมข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทกับสำนักงานประกันสังคมโดยอัตโนมัติ แต่หน้าที่ในการดูแลข้อมูลลูกจ้าง การแจ้งเข้า–ออกพนักงาน และการนำส่งเงินสมทบ ยังคงเป็นความรับผิดชอบของนายจ้างโดยตรง

ดังนั้น การดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาด้านแรงงาน ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

บริการของเรา

ทำไมต้องใช้บริการกับเรา?

ติดต่อเรา

หากคุณต้องการขึ้นทะเบียนประกันสังคม ขึ้นทะเบียนนายจ้าง แจ้งผู้ประกันตน หรือปรึกษาด้านแรงงานและเอกสารบริษัท

ทีมงานของเราพร้อมดูแลและให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นจนดำเนินการเสร็จเรียบร้อยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

FAQ เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนประกันสังคม

เจ้าของกิจการหรือกรรมการบริษัท ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนหรือไม่?

โดยหลัก ไม่ต้อง เจ้าของกิจการ หุ้นส่วนผู้จัดการ และกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท ไม่ถือเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในฐานะลูกจ้าง หากต้องการได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 หากเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาก่อน หรือมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระได้

ต้อง หากมีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง ไม่ว่าจะจ้างเป็นรายวัน รายชั่วโมง หรืออยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนฟรีแลนซ์ที่รับจ้างทำงานเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง อาจไม่เข้าข่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยพิจารณาจากลักษณะการจ้างงานจริง ไม่ใช่ชื่อเรียกหรือตำแหน่ง

เงินสมทบประกันสังคมมี 3 ฝ่าย ได้แก่ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล โดยลูกจ้างและนายจ้างสมทบฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ตามฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณปรับเป็น 17,500 บาท ทำให้ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างและนำส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

แตกต่างกันตามสถานะและลักษณะการทำงาน โดยมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างและมีการนำส่งเงินสมทบร่วมกันระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ส่วนมาตรา 39 คือผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และออกจากงาน แต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมต่อโดยส่งเงินสมทบด้วยตนเอง และมาตรา 40 คือผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 โดยสามารถเลือกความคุ้มครองตามทางเลือกที่กฎหมายกำหนด

เป็นคนละกองทุนกัน แต่โดยทั่วไปนายจ้างต้องดำเนินการควบคู่กัน กองทุนเงินทดแทน คุ้มครองลูกจ้างกรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต เนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียวเป็นรายปีตามอัตราความเสี่ยงของประเภทกิจการ ส่วนกองทุนประกันสังคม ให้ความคุ้มครองกรณีต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

กำหนดเวลาต่างกัน โดยพนักงานเข้าใหม่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนด้วยแบบ สปส.1-03 ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน ส่วนพนักงานลาออกหรือสิ้นสุดการจ้าง ต้องแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนด้วยแบบ สปส.6-09 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมระบุสาเหตุการออก หากแจ้งล่าช้าอาจมีโทษปรับ และกระทบต่อการใช้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานของลูกจ้าง

ต้องเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างชำระ โดยเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และหากจงใจหลีกเลี่ยงไม่นำส่งเงินสมทบ อาจมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย ดังนั้นควรนำส่งเงินสมทบภายในกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทางกฎหมาย

ต้อง หากมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ถูกต้อง และมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมและหักเงินสมทบเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย โดยใช้หนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงาน เป็นเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียน

ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลนายจ้างหรือแจ้งยกเลิกทะเบียนต่อสำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากไม่แจ้ง ระบบอาจยังถือว่านายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบ และอาจเกิดเงินเพิ่มสะสม ทั้งที่ไม่มีลูกจ้างแล้ว

ได้เกือบทั้งหมดผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม เช่น การขึ้นทะเบียนนายจ้าง การแจ้งเข้า–ออกลูกจ้าง และการนำส่งเงินสมทบรายเดือน โดยต้องลงทะเบียนขอใช้ระบบครั้งแรกก่อน ทั้งนี้ เราสามารถช่วยดำเนินการและตั้งค่าระบบให้พร้อมใช้งานได้