บริการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา

พร้อมดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การตรวจค้นเครื่องหมายการค้า การจัดเตรียมเอกสารจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการติดตามผลการพิจารณา และมีบริการให้คำปรึกษาด้านการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้า

เราให้ความสำคัญกับการวางแผนและการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นคำขอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

สร้างความแตกต่างให้แบรนด์ พร้อมคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายอย่างมั่นใจ

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นชื่อแบรนด์ โลโก้ สัญลักษณ์ คำขวัญ หรือองค์ประกอบทางการตลาดอื่น ๆ ล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าทางธุรกิจและช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การมีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคุ้มครองตามกฎหมาย เจ้าของธุรกิจอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนแบบ การถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรืออาจสูญเสียสิทธิในการใช้เครื่องหมายที่สร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือมาเป็นเวลานาน

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของเจ้าของแบรนด์ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว

บริการจดเครื่องหมายการค้า คุ้มครองแบรนด์

บริการของเรา

  • ตรวจค้นเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นคำขอ
  • ให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกจำพวกสินค้าและบริการ
  • จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • ดำเนินการแก้ไขคำขอและชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่
  • ติดตามสถานะจนได้รับหนังสือสำคัญการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • ดำเนินการกรณีคัดค้านหรืออุทธรณ์
  • ให้คำปรึกษาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ

เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ คำ ข้อความ ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ รูปทรง สี เสียง หรือองค์ประกอบอื่นใดที่ใช้กับสินค้าและบริการ เพื่อแสดงความแตกต่างจากสินค้าและบริการของผู้อื่น และได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทำไมต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คุ้มครองสิทธิในการใช้แบรนด์

ผู้ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าและบริการที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้

ป้องกันการลอกเลียนแบบ

สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่นำเครื่องหมายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

สร้างมูลค่าให้ธุรกิจ

เครื่องหมายการค้าถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถซื้อขาย โอนสิทธิ หรือให้สิทธิใช้ประโยชน์ (Licensing) ได้

เพิ่มความน่าเชื่อถือทางการตลาด

ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจ

รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจออนไลน์ และการขยายตลาดไปต่างประเทศ

ประเภทของเครื่องหมายที่สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้

เครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าเพื่อแสดงความแตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น

ตัวอย่าง: มาม่า, บรีส, กระทิงแดง

เครื่องหมายบริการ

เครื่องหมายที่ใช้กับบริการ เพื่อแสดงความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น

ตัวอย่าง: โรงแรม สายการบิน ธนาคาร บริษัทที่ปรึกษา

เครื่องหมายรับรอง

เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับ สินค้าและบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น

ตัวอย่าง: Halal, เชลล์ชวนชิม, แม่ช้อยนางรำ

เครื่องหมายบริการ

เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน

ตัวอย่าง: ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด

หลักเกณฑ์การพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้าที่จะได้รับการจดทะเบียนต้องมีคุณสมบัติครบ 3 ประการ ดังนี้

1. เครื่องหมายการค้าต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยนั้น เครื่องหมายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจะต้องมี “ลักษณะบ่งเฉพาะ” ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า กล่าวคือ ต้องเป็นเครื่องหมายที่สามารถทำให้ประชาชนหรือผู้บริโภคทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายดังกล่าวมีความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น

ลักษณะบ่งเฉพาะเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแหล่งที่มาของสินค้าและบริการได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นายทะเบียนใช้ประกอบการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ถือว่าเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เช่น

  1. ชื่อ นามสกลุของบุคคลที่มีลักษณะพิเศษที่ไม่มีความหมายเข้าใจกันโดยธรรมดา ชื่อเต็มของนิติบุคคล หรือชื่อในทางการค้าที่มีลักษณะพิเศษที่ไม่บ่งบอกคุณสมบัติสินค้านั้นโดยตรง
  2. คำหรือข้อความที่ไม่บ่งบอกคุณสมบัติ และลักษณะของสินค้านั้นโดยตรง
  3. คำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่
  4. ตัวอักษรหรือตัวเลขที่ออกแบบเฉพาะ
  5. กลุ่มสีที่มีเอกลักษณ์
  6. ลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือของเจ้าของเดิมของกิจการ หรือลายมือชื่อบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตแล้ว
  7. ภาพผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือของบุคคลที่ได้รับอนุญาต
  8. ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น
  9. ภาพที่ไม่บ่งบอกคุณสมบัติ และลักษณะของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นแผนที่หรือแสดงสถานที่ทางภูมิศาสตร์
  10. รูปร่างหรือรูปทรงที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่เป็นลักษณะโดยธรรมชาติของสินค้านั้น
  11. เสียงที่ไม่บ่งบอกคุณสมบัติ และลักษณะของสินค้านั้นโดยตรง  หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้านั้น หรือเสียงที่ไม่เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น

นอกจากนี้ แม้เครื่องหมายการค้าจะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง แต่หากเจ้าของเครื่องหมายสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้มีการใช้ จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ผู้บริโภค และทำให้ประชาชนสามารถเชื่อมโยงเครื่องหมายดังกล่าวกับสินค้าหรือบริการของตนได้โดยเฉพาะ เครื่องหมายนั้นก็อาจได้รับการพิจารณาให้มีลักษณะบ่งเฉพาะและสามารถจดทะเบียนการค้าได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

นอกจากเครื่องหมายการค้าจะต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมายแล้ว เครื่องหมายดังกล่าวจะต้องไม่เข้าข่ายเป็น “เครื่องหมายต้องห้าม” ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ซึ่งกำหนดลักษณะของเครื่องหมายที่ไม่สามารถรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เพื่อป้องกันการนำสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันสำคัญของประเทศ หน่วยงานราชการ องค์กรระหว่างประเทศ หรือเครื่องหมายที่อาจก่อให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชนมาใช้ในทางการค้า

ตัวอย่างเครื่องหมายที่กฎหมายห้ามรับจดทะเบียน ได้แก่

  1. ตราแผ่นดิน พระราชลัญจกร ตราจักรี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือตราประจำหน่วยงานราชการ
  2. ธงชาติไทย ธงพระอิสริยยศ และธงราชการ
  3. พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระปรมาภิไธยย่อ พระนามาภิไธยย่อ หรือนามพระราชวงศ์
  4. พระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท
  5. ชื่อ คำ ข้อความ หรือเครื่องหมายใด อันแสดงถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือพระราชวงศ์
  1. ธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติ ตราประจำประมุข ของรัฐต่างประเทศ ธงหรือเครื่องหมายขององค์การระหว่างประเทศ เครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้า หรือชื่อและชื่อย่อของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนั้น
  1. เครื่องหมายราชการ เครื่องหมายกาชาด นามกาชาด หรือสัญลักษณ์กาเจนีวา
  2. เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายเหรียญรางวัล ใบสำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายอื่นใดอันได้รับเป็นรางวัลในการแสดงหรือประกวดสินค้าที่หน่วยงานของรัฐบาลไทย รัฐวิสาหกิจ รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศจัดให้มีขึ้น เว้นแต่ผู้ขอจดทะเบียนจะเป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าวสำหรับสินค้านั้นจริงและใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้านั้น แต่ต้องระบุปีปฎิทินที่ได้รับรางวัลด้วย
  3. เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อนโยบายของรัฐ
  4. เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป (Well-Known Mark) จนอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจ้าของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม
  5. เครื่องหมายที่คล้ายกับสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดในข้อ (1) (2) (3) (4) (5) (6) หรือ (7)
  6. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
  7. เครื่องหมายอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพิ่มเติม

การตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เนื่องจากหากเครื่องหมายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 นายทะเบียนมีอำนาจปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ทันที แม้เครื่องหมายการค้านั้นจะมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือถูกใช้งานในทางการค้ามาเป็นเวลานานก็ตาม

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบและวิเคราะห์เครื่องหมายการค้าอย่างรอบคอบก่อนยื่นคำขอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธคำขอจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนแล้ว จนอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค

ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในกรณีดังต่อไปนี้

(1) เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว

หากเครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีลักษณะเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน ไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือสินค้าต่างจำพวกกัน แต่เป็นสินค้าที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ก็จะถูกปฏิเสธการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้

(2) เครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว

แม้เครื่องหมายจะไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่หากมีความคล้ายคลึงกันในด้านการออกเสียง การสะกดคำ รูปแบบตัวอักษร ภาพ โลโก้ สี หรือองค์ประกอบโดยรวม จนอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจ้าของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นายทะเบียนก็มีอำนาจปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น

  • ใช้ชื่อแบรนด์ที่ออกเสียงใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนอยู่แล้ว
  • ใช้โลโก้ที่มีรูปแบบหรือองค์ประกอบคล้ายกับแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาด
  • ใช้คำหรือสัญลักษณ์ที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้าเป็นของบริษัทเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน

เหตุใดจึงควรตรวจค้นเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ควรดำเนินการตรวจค้นฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าก่อนทุกครั้ง เพื่อประเมินความเสี่ยงว่าเครื่องหมายที่ต้องการใช้อาจซ้ำหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วหรือไม่

การตรวจค้นล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการ

01

ลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

02

ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

03

ป้องกันข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต

04

ปรับปรุงเครื่องหมายการค้าให้มีโอกาสจดทะเบียนมากขึ้น

ดังนั้นการตรวจสอบความซ้ำหรือความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

จากกระบวนการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องหมายการค้า

  • วิเคราะห์จำพวกสินค้าและบริการ
  • ตรวจสอบลักษณะบ่งเฉพาะ
  • ตรวจค้นเครื่องหมายการค้าที่อาจขัดกัน

ขั้นตอนที่ 2 จัดเตรียมคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

  • จัดทำแบบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • กำหนดจำพวกสินค้าและบริการ
  • จัดเตรียมเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ขั้นตอนที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ยื่นขอรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ขั้นตอนที่ 4 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะตรวจสอบ

  • ความถูกต้องของเอกสารคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • คุณสมบัติของเครื่องหมายการค้า
  • ความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าเดิม

โดยทั่วไปใช้เวลาหลายเดือน ในการพิจารณา (ประมาณ 11-12 เดือน)

ขั้นตอนที่ 5 รับคำสั่งจากนายทะเบียน

ผลการพิจารณาอาจเป็น

กรณีที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้าจะเข้าสู่ขั้นตอนประกาศโฆษณา

กรณีที่ 2 ให้แก้ไขคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ผู้ยื่นคำขอต้องแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด

กรณีที่ 3 ปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย

ขั้นตอนที่ 6 ประกาศโฆษณา 60 วัน

เมื่อได้รับคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะประกาศโฆษณาเป็นเวลา 60 วัน หากไม่มีผู้คัดค้าน จะออกคำสั่งภายใน 15 วัน ให้ชำระค่าธรรมเนียม

ขั้นตอนที่ 7 ชำระค่าธรรมเนียมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ผู้ขอต้องชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน

ขั้นตอนที่ 8 รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

เมื่อผู้ขอชำระค่าธรรมเนียมแล้ว ภายใน 15 วัน นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ออกเลขทะเบียนเครื่องหมายการค้าและจัดส่งหนังสือสำคัญเครื่องหมายการค้าให้ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ค่าธรรมเนียมราชการ (บาท)
เครื่องหมาย 1 จำพวกสินค้า/บริการ (ไม่เกิน 5 รายการ)
1,000
เครื่องหมาย 1 จำพวกสินค้า/บริการ (มากกว่า 5 รายการ)
9,000
ค่าธรรมเนียมเมื่อได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ค่าธรรมเนียมราชการ (บาท)
เครื่องหมาย 1 จำพวกสินค้า/บริการ (ไม่เกิน 5 รายการ)
600
เครื่องหมาย 1 จำพวกสินค้า/บริการ (มากกว่า 5 รายการ)
5,400

หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมราชการเป็นอัตราที่เรียกเก็บโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อมูลและเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

กรณีบุคคลธรรมดา

กรณีนิติบุคคล

ระยะเวลาดำเนินการ

โดยทั่วไปการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยอาจใช้เวลาประมาณ 12 – 18 เดือน ขึ้นอยู่กับ

ขั้นตอนการจดเครื่องหมายการค้าและระยะเวลาดำเนินการ

ขั้นตอนการให้บริการ

  • ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • วิเคราะห์และตรวจสอบความพร้อมของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้น
  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
  • จัดเตรียมเอกสารและดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • ติดตามสถานะและความคืบหน้าของคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและดำเนินการแก้ไขเอกสารตามที่หน่วยงานกำหนด
  • แจ้งผลการพิจารณาและดำเนินการในขั้นตอนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนเสร็จสมบูรณ์

สร้างความมั่นคงให้แบรนด์ของคุณตั้งแต่วันนี้

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ เจ้าของธุรกิจ SME หรือองค์กรที่ต้องการขยายแบรนด์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคือการลงทุนเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางธุรกิจที่คุ้มค่าในระยะยาว